

เกี่ยวกับ
กรุงชิง
น้ำตกกรุงชิง มหัศจรรย์แห่งสายน้ำกลางป่าดิบชื้น สัมผัสเสน่ห ์ธรรมชาติสุดบริสุทธิ์ กับสายน้ำที่ไหลลดหลั่นเป็นชั้นสวยงาม ท่ามกลางความเขียวขจีของป่าฝนใต้

ประวัติศาสตร์กรุงชิง
กรุงชิงเป็นพื้นที่ที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์และธรรมชาติ ตั้งอยู่ในอำเภอนบพิตำ จังหวัดนครศรีธรรมราช พื้นที่แห่งนี้มีลักษณะเป็นป่าทึบและภูเขาสูง ทำให้เป็นสถานที่สำคัญในเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์หลายช่วงเวลา ทั้งในฐานะที่เป็นเส้นทางการค้าสมัยโบราณ พื้นที่หลบซ่อนของกลุ่มคนที่ต่อต้านอำนาจรัฐ และในช่วงที่เป็นฐานที่มั่นของขบวนการคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย
เค้าโครงทางประวัติศาสตร์แบ่งเป็น 5 ช่วง
ช่วงที่ 1 ยุคโบราณ (ก่อน พ.ศ. 2450)
กายภาพ
📍 ที่ตั้ง
-
อำเภอนบพิตำ จังหวัดนครศรีธรรมราช 🏞️
🗓️ การจัดตั้ง
-
แยกออกจากตำบลนบพิตำเมื่อปี พ.ศ. 2538 🏛️
🏘️ จำนวนหมู่บ้าน: 11 หมู่บ้าน
-
บ้านนบ
-
บ้านห้วยพาน
-
บ้านพิตำ
-
บ้านเปียน
-
บ้านสวนปราง
-
บ้านปากลง
-
บ้านห้วยตง
-
บ้านทับน้ำเต้า
-
บ้านห้วยแห้ง
-
บ้านสองแพรก
-
บ้านหวายช่อ
📐 พื้นที่รวม
-
227,805 ไร่ หรือประมาณ 364 ตร.กม. 🌍
🏔️ ลักษณะทางภูมิศาสตร์และธรณีวิทยา
-
ตั้งอยู่ใน หุบเขา เป็นที่ราบสลับภูเขาสูง
-
เป็นแหล่งต้นน้ำของคลองหลายสาย:
-
คลองนาง 💧
-
คลองผด
-
คลองเสียน
-
คลองลง
-
-
ธรณีวิทยา:
-
มีหินตะกอน: หินดินดาน, หินทราย 🪨
-
หินปูน แทรกด้วยหินอัคนีหลายชนิด: แกรนิต, ทัวร์มาลีน ฯลฯ 🔥
-
-
พบแหล่ง แร่แบไรต์ ⛏️
-
มี น้ำพุร้อน ที่บ้านพิตำ ♨️
-
อยู่ในพื้นที่ เสี่ยงภัยระดับ 1 (ภัยธรรมชาติน้อยถึงปานกลาง) ⚠️
🛣️ ภูมิประเทศและการคมนาคม
-
มี ภูเขา และ ถ้ำ มากมาย 🏞️🕳️
-
มีลุ่มน้ำ เช่น คลองกระแดะ
-
มีช่องทางติดต่อสำคัญ 4 ทางหลัก:
-
สุราษฎร์ธานี – สิชล – กาญจนดิษฐ์ 🛣️
-
พิปูน
-
นบพิตำ – กลาย – ท่าศาลา
-
ยอดเหลือง
-
🧭 มีศักยภาพเป็น เส้นทางข้ามคาบสมุทร ในอดีต
ลักษณะการตั้งถิ่นฐาน
🗿 หลักฐานโบราณคดีที่พบในถ้ำ
ถ้ำหลายแห่งในพื้นที่มีหลักฐานสำคัญ เช่น:
-
🏺 ถ้ำขุนคลัง (บ้านเปียน):
-
ตำนานว่าเคยเป็นที่เก็บสมบัติที่จะนำไปสร้างพระบรมธาตุนครศรีธรรมราช
-
พบหม้อดินหลายร้อยใบที่ก้นหม้อมีรู, ผ้าเป็นพับๆ, และหัวกะโหลกโบราณขนาดใหญ่
-
-
🕳️ ถ้ำมุด (หลังวัดนบ หมู่ 1):
-
มีตำนานเรื่องสมบัติที่ปากถ้ำเล็กเหมือนก้นวัว คนเคยหยิบสมบัติได้
-
ต่อมามีข้าหลวงโลภมากมาระเบิดถ้ำ ทำให้สมบัติหาย
-
ปัจจุบันยังมีกลิ่นกำมะถัน/สุพรรณโชยออกมา
-
-
🗺️ ถ้ำเขาเปียน – เขาน้อย:
-
เชื่อว่ามี "ลายแทง" หรือร่องรอยบอกตำแหน่งสมบัติ
-
ทุกถ้ำมีของดีแต่ไม่มีใครใช้หรือเข้าถึงได้จริง
-
-
🏞️ ถ้ำในวัง (หมู่ 3):
-
เชื่อว่าเคยมีผู้คนหนีโรคระบาด (โรคห่า) มาหลบซ่อนและฝังสมบัติไว้
-
ปัจจุบันปากถ้ำที่เคยล้วงได้กลายเป็นเขาวัวแหลม ล้วงไม่ได้อีก
-
-
🏠 ถ้ำเขาแอง (หมู่ 6):
-
เคยมีการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์โบราณ
-
กรมศิลปากรเคยขุดค้นทางโบราณคดี
-
-
🦩 ถ้ำหงส์:
-
เชื่อมต่อกับถ้ำในวัง ห่างกันราว 2 กิโลเมตร
-
-
👻 ถ้ำค้างผี (เขาเปียน):
-
เป็นอีกถ้ำที่ชาวบ้านกล่าวถึง มีชื่อเสียงในท้องถิ่น
-
⛪ วัดเก่าและหลักฐานทางศาสนา
-
🏯 วัดนบ:
-
บูรณะในปี พ.ศ. 2538 โดยอาจารย์หม่ำ
-
พบเงินเฟื้อง พระพุทธรูปโบราณ
-
หลังวัดมีเขาโมคลาน และถ้ำโมคลานที่เชื่อว่ามีพระลากศักดิ์สิทธิ์
-
-
🏚️ วัดกรงนาง:
-
เชื่อว่าสร้างก่อนวัดเปียน
-
พบกะโหลกมนุษย์โบราณขนาดใหญ่เท่าบาตร ยังเก็บไว้ให้ชมได้ที่วัด
-
-
🕍 วัดเปียน:
-
ไม่มีรายละเอียดเพิ่มเติมมากนัก แต่ถือเป็นวัดเก่าในพื้นที่
-
🔎 หลักฐานโบราณคดีอื่น ๆ
-
🏘️ หมู่ที่ 3 บ้านนบ:
-
พบเครื่องมือเหล็ก เช่น พร้า
-
พบเรือโบราณในที่นาของชาวบ้าน
-
-
📜 หลักฐานที่ระบุได้ชัด:
-
ระนาดหิน
-
หม้อสามขา
-
เงินเฟื้อง
-
📝 บทสรุป:
-
พื้นที่กรุงชิงมีตำนานพื้นบ้านและร่องรอยโบราณสถานที่บ่งบอกถึงการตั้งถิ่นฐานและการใช้พื้นที่มานานนับศตวรรษ
-
แม้หลายเรื่องจะอยู่ในลักษณะของ “เรื่องเล่า” แต่ก็มีหลักฐานโบราณวัตถุที่ตรวจสอบได้บางส่วน เช่น ภาชนะดินเผา เครื่องมือเหล็ก เงินเฟื้อง และซากเรือโบราณ
-
รวมถึงการขุดค้นทางโบราณคดีโดยกรมศิลปากรที่ยืนยันความเก่าแก่ของถ้ำบางแห่งในพื้นที่
บริบททางการเมือง
🏛️ หลักฐานประวัติศาสตร์
-
กรุงชิง ปรากฏชื่อใน ตำนานเมืองนครศรีธรรมราช ตั้งแต่ก่อนสมัยสุโขทัย
-
มีการกล่าวถึง “นายโส นายแก้ว ตั้งบ้านอยู่กรุงชิง” 🏠
👉 แสดงถึงการตั้งถิ่นฐานในพื้นที่ ตั้งแต่โบราณ
📜 เหตุการณ์สำคัญในอดีต
-
🔸 ปลายรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราช
เมื่อนครศรีธรรมราชแข็งเมืองต่อกรุงศรีอยุธยา
→ ข้าราชการและประชาชนอพยพหลบภัยมายัง กรุงชิง 🛡️ -
🔸 สมัยกรุงธนบุรี (พ.ศ. 2312)
พระเจ้าตากสินปราบก๊กเจ้านคร → ชาวบ้านหนีสงครามเข้ามาอาศัยอยู่ในกรุงชิง ⚔️🏞️ -
🔸 สงครามเก้าทัพ (พ.ศ. 2328)
กองทัพพม่าเดินทัพผ่าน บ้านปากลง กรุงชิง เข้าสู่นครศรีธรรมราช 🐘🛡️ -
🔸 สมัยรัชกาลที่ 2
มีประชาชนจากหลายพื้นที่หลบหนี การเกณฑ์ทหาร มาอาศัยในพื้นที่กรุงชิง 🏃♂️🪖 -
🔸 แผนที่ พ.ศ. 2475–2477
ปรากฏชื่อ บ้านเปียน และ บ้านปากลง บนแผนที่ของกรมแผนที่ทหาร 🗺️
📚 ข้อมูลจากการศึกษาทางวิชาการ
-
👩🔬 กรรณิการ์ ตันประเสริฐและคณะ (2540) สรุปว่า:
-
กรุงชิงมี ร่องรอยถิ่นฐานมนุษย์โบราณ มายาวนาน 🏕️
-
ชุมชนถาวรน่าจะมีมา ไม่ต่ำกว่าหนึ่งศตวรรษ ⏳
-
ตำนานเกี่ยวกับ กำแพงเมือง, ยักษ์หิน, กูบช้างหิน ฯลฯ
→ ❌ ไม่มีหลักฐานทางโบราณคดีที่พิสูจน์ได้ -
✅ โบราณวัตถุที่ยืนยันได้จริง ได้แก่:
-
ภาชนะดินเผา ยุคก่อนประวัติศาสตร์ 🏺
-
ส่วน เครื่องถ้วยจีน อาจถูกนำมาในภายหลัง
🧭 บทบาททางภูมิศาสตร์ประวัติศาสตร์
-
กรุงชิงตั้งอยู่บนเส้นทาง ข้ามเขาหลวง
เชื่อมฝั่ง ตะวันออก (อ่าวไทย) กับฝั่ง ตะวันตก (ทะเลอันดามัน) 🌊🌄 -
อาจเคยเป็น เส้นทางผ่านสำคัญ ของชุมชนโบราณ เช่น:
-
เวียงสระ
-
สิชล
-
ท่าศาลา 👉 และอาจมีบทบาทในยุคแรกของประวัติศาสตร์ภาคใต้ 📍
ลักษณะทางเศรษฐกิจ
ไม่ทราบ
ลักษณะทางสังคมวัฒนธรรม
🔺 เขาอังคาร (หมู่ที่ 6)
-
เป็นภูเขาที่มี หน้าผาสูงชันรอบทิศ สังเกตเห็นได้ชัดจากระยะไกล
-
ชาวบ้านเชื่อว่าเป็นที่สถิตของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ คือ “ท่านอังคาร”
-
มีลักษณะพิเศษคือสามารถมองเห็นทิวทัศน์ได้ต่างกันทุกทิศทาง
🧭 เหตุผลของการเข้ามาตั้งถิ่นฐานในกรุงชิง (ตามตำนาน)
-
โรคห่า: หนีโรคระบาดเข้ามาหลบภัยในพื้นที่
-
หนีสงครามสมัยอยุธยา: เล่าว่ามีคนหนีมาราว 100 ครอบครัว
-
หนีราชการ: โดยเฉพาะ การเกณฑ์เป็น “ตำ” หรือตำรวจบ้าน ไม่ต้องการรับราชการจึงหลบหนีเข้าป่า
🧙♂️ บุคคลในตำนาน
-
พ่อท่านกลาย: บางตำนานกล่าวว่าเป็นบุคคลในสมัยกรุงศรีอยุธยา
💰 ตำนานสมบัติ
-
มีเรื่องเล่าว่า คนที่ตั้งใจจะสร้างพระบรมธาตุ แต่เมื่อพระธาตุเสร็จก่อน จึงนำสมบัติที่เตรียมไว้มาเก็บไว้ในถ้ำต่างๆของกรุงชิง
🏞️ ที่มาของชื่อ “กรุงชิง” (มีหลายสำนวน)
-
สำนวนพระราม: พระรามสร้าง “กรง” ให้นางอาศัย มี “กรงตาก” สำหรับอาบน้ำ → ทศกรรณฐ์มาชิงนาง → เรียกว่า “กรุงชิง”
-
สำนวนแย่งต้นไม้สวย: มีพระราชามาตั้งเมือง → ชาวบ้านแย่งต้นไม้สวยๆ เพื่อถวาย → เรียกว่า “กรุงชิง”
-
มาจากต้นไม้: มีต้น “ชิง” ขึ้นอยู่ทั่วไป → เรียกพื้นที่ว่า “กรุงชิง”
🛕 เรื่องเล่าเกี่ยวกับวัดนบ
-
เคยถูกช้างเข้าไปพังวัดจนกลายเป็นวัดร้าง
-
ช้างตัวนั้นไปตายห่างจากวัดประมาณ 500 เมตร → บริเวณนั้นจึงเรียกว่า “ต้นตอช้างตาย”
🦍 ถ้ำหนุมาน
-
ตำนานกล่าวว่า ภูเขาเอียงเพราะถูกหนุมานถีบ ทำให้กลายเป็นถ้ำ → เรียกว่า “ถ้ำหนุมาน”
บทสรุป
เรื่องเล่าในพื้นที่กรุงชิงสะท้อนให้เห็นถึงการตั้งถิ่นฐานที่มีพื้นฐานจากการหลบหนีภัยพิบัติและราชการในอดีต ประกอบกับภูมิประเทศที่เป็นภูเขาและถ้ำมากมาย ได้รับการถ่ายทอดเป็นตำนานท้องถิ่นจำนวนมาก ซึ่งแม้บางเรื่องจะพิสูจน์ไม่ได้ แต่ก็เป็นองค์ประกอบสำคัญของอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมและความเชื่อของชุมชนกรุงชิงจนถึงปัจจุบัน
ช่วงที่ 2 ยุคตั้งถิ่นฐาน (ประมาณ พ.ศ. 2450-2515)
กายภาพ
🌾 ช่วงนี้มีการบุกเบิกที่นาในที่ราบ
-
มีการทำทางเดินติดต่อทั้งภายในและภายนอกกรุงชิง
-
มีการสร้างโรงเรียน
-
ที่ดินของโรงเรียนได้จากการบริจาคที่ดินของนายจรูญ และนายบุญลาภ รักสุวรรณ
🕳️ ถ้ำขุนคลังถูกใช้เป็นที่ค้างผี (ศพ)
-
บริเวณที่เป็นสำนักสงฆ์บ่อน้ำร้อนวนาราม
-
ก่อนนี้เคยเป็นป่าช้าเก่า (วัดสร้างเมื่อ 50 ปีที่แล้ว)
ลักษณะการตั้งถิ่นฐาน
🗣️ จากการสัมภาษณ์พบว่าชาวบ้านได้โยกย้ายเข้ามาจาก 3 สาย คือ
-
สายที่ 1: พิปูน
-
ตระกูล “ละม้าย” และ “ศรีเปารยะ” ย้ายมาจากพิปูนมาอยู่ที่หมู่ที่ 3 บ้านพิตำ
-
มาในช่วงที่มีการรับจ้างเลื่อยไม้ รับจ้างสร้างบ้าน
-
ใช้เลื่อยโก้งโค้งและลากไม้ด้วยช้าง
-
พ่อของตาโรจน์ คงบุรีจ้างคนเลื่อยไม้และสร้างบ้านมาจากพิปูน
-
-
สายที่ 2: โรงเหล็ก, กลาย, ท่าศาลา, สระแก้ว, ปากพนัง
-
สายที่ 3: กาญจนดิษฐ์, สิชล
-
เช่น นางริ่น กำลังมาก ปัจจุบันอายุ 98 ปี
-
เดิมบ้านอยู่สิชล แล้วย้ายมาอยู่ที่บ้านเปียน
-
🗣️ คนในแต่ละหย่อมบ้านจะพูดสำเนียงภาษาต่างกัน คือ
-
บ้านปากลง พูดสำเนียงสุราษฎร์ธานี
-
บ้านนบ พูดสำเนียงปากพนัง
🏘️ การตั้งถิ่นฐานเริ่มแรกอยู่เป็นหย่อมบ้าน 4 กลุ่มใหญ่ คือ
-
บ้านนบ
-
บ้านพิตำ
-
บ้านเปียน
-
บ้านปากลง
🕰️ ปากลงน่าจะมีการตั้งถิ่นฐานก่อนที่อื่น
-
เช่น ตาลาบ รักสุวรรณ (บ้านพิตำ)
-
วิชิต สินตุ้น (บ้านปากลง)
-
วิฑูรย์ แก้วมี (บ้านนบ)
-
บ้านห้วยตง
⚠️ สาเหตุของการย้ายเข้ามาตั้งถิ่นฐาน เช่น
-
การหนีการเกณฑ์แรงงาน
-
หนีการเกณฑ์ทหารจาก...
บริบททางการเมือง
🏛️ ยุคนี้อยู่ในสมัยระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์
-
ดึงอำนาจเข้าสู่ส่วนกลาง
-
ต่อเนื่องถึงการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475
-
ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน
-
ราชการเริ่มเกณฑ์ทหาร
-
ตั้งนามสกุล ตั้งผู้ใหญ่บ้าน กำนัน
-
เก็บภาษีจากราษฎรเป็นเงิน
-
กลไกของรัฐเข้มแข็งขึ้น
-
ชาวบ้านสัมพันธ์กับทางการใกล้ชิดขึ้น
ลักษณะทางเศรษฐกิจ
🌾 ช่วงนี้มีการทำไร่ ทำนา หาของป่า
-
หากลอยกินโดยหุงข้าวปนกับกลอย
-
มีการบุกเบิกที่ดินได้ตามกำลัง ใครแผ้วถางได้มากเท่าไหร่ก็ได้เท่านั้น
-
ช่วงแรกชาวบ้านทำไร่เป็นหลักกับสวนผลไม้
-
ต่อมามีการเริ่มปลูกยางพาราเมื่อประมาณ พ.ศ. 2495
-
การทำไร่มีการปลูกข้าว เดือย งา น้ำเต้า (ฟักทอง) พริก ข้าวฟ่าง
-
ปลูกยาสูบ ทำไร่ข้าว 3 ไร่กินในครอบครัว 1 ปีไม่หมด
🚜 การทำนา
-
ทำที่ริมน้ำ เช่น บ้านพิตำ (พ่อของตามลาบบุกเบิกนา ปัจจุบันยกให้เป็นที่ตั้งโรงเรียนบ้านพิตำ)
-
พ่อของลุงอุดมบุกเบิกนา ซื้อควายมาไถนาที่บ้านนบ
🌳 การทำสวน
-
เช่น ลางสาด ทุเรียน ซึ่งบางแห่งเป็นต้นไม้ผลที่ปลูกมานานจนต้นสูงแล้ว
-
“ลางสาดสูงขึ้นหวัน”
-
ทุเรียนเอาไปขายที่โรงเหล็ก
-
ข้าวสารขายที่โรงเหล็ก กิโลกรัมละ 1.50 บาท (เรียกว่า “ป๋องหนึ่งโล”)
🛤️ ความสัมพันธ์บ้านพิตำกับพิปูน
-
คนบ้านพิตำจะมีญาติและเกลอที่พิปูนมาก
-
เวลาปไปพิปูนจะไปทางเขาโมร๊ะ
-
เอาของไปแลกอาหารที่พิปูน
-
ของที่เอาไป เช่น พริก ข้าว กล้วยน้ำว้า
-
“ของดีหญัดไว้ให้เกลอ เรียนหรอยไว้เกลอ”
🧵 งานหัตถกรรม
-
ทอผ้าใช้เองด้วยหูก
-
ปลูกฝ้ายขายกิโลกรัมละ 1 บาท
-
“พ่อเฒ่าทำหูก แม่เฒ่าทอผ้า” (ตาลาภ รักสุวรรณ)
-
ทำเครื่องจักสาน เช่น สานกระด้ง กระเชอ มีคนมาซื้อที่บ้าน
🌲 หาของป่า
-
หวาย สะตอ ลูกประ ลูกเหรียง ทุเรียน
-
เขากวาง หนังงูเหลือม หมูป่า น้ำผึ้ง
-
ไม้ไผ่ ทางพร้าว
⛏️ การร่อนแร่
-
ใช้เลียง (ยายอองเมียผู้ใหญ่ลาภ)
-
เอาไปขายที่โรงเหล็ก
-
มีมาตั้งแต่ตาลาบยังเป็นเด็ก (ปัจจุบันอายุ 90 ปี)
-
ข้อมูลบางแหล่งกล่าวว่า การทำเหมืองยุคแรกในลุ่มน้ำคลองกลายเริ่มตั้งแต่ พ.ศ. 2455
-
ทำที่เขายิก (หลังตลาดโรงเหล็ก) ตำบลนบพิตำ
-
ต่อเนื่องถึงเขาเหมืองใน และเขาเคี่ยม
-
เลิกไปประมาณ พ.ศ. 2480 เนื่องจากแร่น้อยลง
-
เหมืองแร่ยุคที่ 2 ที่เขาเหล็ก โดยบริษัทญี่ปุ่น เริ่มประมาณ พ.ศ. 2500
💰 การค้า
-
เศรษฐกิจแบบตลาดขยายตัว เริ่มผลิตเพื่อเงินตรา
-
มีการใช้ที่ดินมากขึ้น บุกเบิกที่ดินเพื่อปลูกพืชเพื่อขาย
-
ตั้งตลาดที่ห้วยพานโดยพ่อของนายอุดม
-
ขายหมูเถื่อนกิโลกรัมละ 4 บาท
🌳 ทำสวนยางพารา
-
ตาโรจน์ คงบุรีเล่าว่า ตาด้วง คงบุรี (ปู่ของตาโรจน์ และผู้ใหญ่บ้านคนแรกของหมู่ที่ 3) เป็นคนนำยางพาราจากตรังมาปลูกเป็นคนแรกของหมู่ที่ 3
-
แต่ตาลาภ รักสุวรรณ (อายุ 90 ปี) เล่าว่า ตอนอายุ 7-8 ขวบ ทวดด้วงเป็นคนเอายางพาราจากพิปูนมาปลูกเป็นคนแรกของหมู่ที่ 3
-
ใช้ช้างขนยางแผ่นไปขายที่โรงเหล็ก และที่ตลาดทานพอ อำเภอพิปูน
-
ที่พิปูนมี 2 ทางไปตลาดทานพอ:
-
นั่งช้างข้ามภูเขาไปตลาดทานพอ
-
นั่งเรือจากห้วยโกไปตลาดทานพอ
-
-
ขายยางเสร็จก็ซื้อกะปิ เกลือกลับมาบ้าน
-
(แต่การปลูกยางพารายังไม่มากเท่าหลัง พ.ศ. 2525)
ลักษณะทางสังคมวัฒนธรรม
💍 การแต่งงานและวัฒนธรรมชาวบ้าน
-
มักแต่งงานภายในกรุงชิง เช่น นายวิฑูรย์ แก้วมี บ้านนบ
-
ช่วยเหลือกันซอแรงทำนา ทำไร่
-
มีวัฒนธรรมลักดำ ลักเก็บ ลักหาบ
🏠 ที่มาของชื่อหมู่บ้าน
-
สำนวน 1: พี่น้อง 2 คน คนพี่ตัวเตี้ย เรียก “พี่ต่ำ” เพี้ยนเป็น “พิตำ”
-
สำนวน 2: คนพี่อยู่ลุ่มต่ำ น้องจะไปหาพี่จึงเรียก “ที่ต่ำ” เพี้ยนเป็น “พิตำ”
-
บ้านนบ ตั้งโดยกลุ่มผู้ตั้งถิ่นฐานจากกรุงศรีอยุธยาแตก 100 ครัวเรือน กระจาย 6 จุด เช่น บ้านห้วยพาน
👥 ผู้ใหญ่บ้านและการปกครอง
-
บ้านนบ มีผู้ใหญ่บ้านตั้งแต่ยุคแรก เช่น ผู้ใหญ่นุช แก้วมี
-
บ้านเปียน มีผู้ใหญ่บ้านหลายคนตั้งแต่ พ.ศ. 2456 จนถึงปัจจุบัน
-
บ้านพิตำ มีผู้ใหญ่บ้านหลายยุค เริ่มจากนายด้วง คงบุรี ถึงนายราชิต ราชประดิษฐ์ (ปัจจุบัน)
-
มีการตั้งศาลากลางบ้านเพื่อทำพิธีทางศาสนา เช่น บ้านพิตำ
🎉 ประเพณีและพิธีกรรม
-
“วัดนบตั้งก่อน นครตั้งหลัง”
-
งานบุญเดือน 4 ที่บ้านพิตำ
-
มีภูมิปัญญาเช่น คอกดักเสือโดยใช้ไม้ไผ่และหวายขี้ไก่
-
การทำบ้าน เสาจาะ นอถาก โดยใช้ปืนคาบศิลาจุดไฟยาสูบ
👶 การคลอดและหมอตำแย
-
หมอตำแยสำคัญ เช่น นางออง รักสุวรรณ บ้านพิตำ (อายุประมาณ 80 ปี)
-
หมู่ 5 มียายที่ทำคลอดให้คนในหมู่บ้าน
🌄 สิ่งน่าสนใจเพื่อการท่องเที่ยว
-
วัดและสถานที่สำคัญทางศาสนา
-
วิถีชีวิต เช่น การเกิด การทำมาหากิน สันทนาการ หนูนาพาโชค
-
เส้นทางเดินทางติดต่อกรุงชิงกับหมู่บ้านภายนอก
-
อาหารท้องถิ่น
ยุคนี้เป็นช่วงที่มีคนเข้ามาตั้งถิ่นฐาน และอยู่อาศัยสืบเนื่องมาจนปัจจุบันนี้ เริ่มขึ้นเมื่อประมาณ 1 ศตวรรษทีแล้วหรือก่อนหน้านั้นขึ้นไป ในที่นี้จึงระบุคร่าวๆว่าเป็น พ.ศ. 2450 ข้อมูลส่วนใหญ่ของยุคนี้ได้มาจากการสัมภาษณ์ ทำให้เห็นภาพของการโยกย้ายเข้ามาตั้งถิ่นฐานของรุ่นปู่ย่ารุ่นทวดของคนปัจจุบัน
ช่วงที่ 3 ยุคการเคลื่อนไหวของ พคท. (พ.ศ. 2516-2525)
กายภาพ
🌍 ลักษณะทางกายภาพที่เปลี่ยนแปลง
-
พื้นที่ถูกปรับเปลี่ยนการใช้ประโยชน์โดย พคท.
-
ดัดแปลงพื้นที่เพื่อการเคลื่อนไหวงาน เช่น ตั้งค่าย
-
ใช้ถ้ำและสถานที่ต่างๆ เป็นที่นา หรือสถานที่ประชุม
ลักษณะการตั้งถิ่นฐาน
🏡 การตั้งถิ่นฐานในยุคนี้
การตั้งถิ่นฐานในยุคนี้แบ่งได้เป็น 2 ส่วน คือ
-
ชาวบ้านจะอยู่ในพื้นที่อาศัยและที่ทำกินของตนเอง แต่เมื่อทางการยกกำลังเข้ามาปราบปราม พคท. ทำให้ชาวบ้านต้องอพยพหนีการสู้รบออกจากพื้นที่ ไปอาศัยอยู่กับญาติพี่น้องในชุมชนอื่นนอกกรุงชิง และกลับมาย้ายกลับมาอีกครั้งเมื่อการต่อสู้สิ้นสุดลง
-
สมาชิก พคท. จะเข้ามาตั้งค่ายหรือฐานที่มั่น กระจายอยู่ในเขตกรุงชิง โดยเฉพาะในเขตป่าเขาบนที่สูง
บริบททางการเมือง
🔥 การเคลื่อนไหวของ พคท. ในกรุงชิง
การเคลื่อนไหวของ พคท. ในกรุงชิงเริ่มจากจังหวัดสุราษฎร์ธานีก่อน แล้วขยายมาสู่กรุงชิง ภายหลัง พ.ศ. 2499 โดยใช้แนวทางป่าล้อมเมือง ในช่วงแรกเคลื่อนไหวในตลาดบ้านส้อง ตำบลเวียงสระ จังหวัดสุราษฎร์ธานี และตำบลพิปูน จังหวัดนครศรีธรรมราช เมื่อทางการเริ่มเฝ้าติดตาม ผู้ต้องสงสัยจึงหลบซ่อนในป่า ก่อน พ.ศ. 2514 การเคลื่อนไหวยังจำกัดในอำเภอพิปูนและฉวาง จังหวัดนครศรีธรรมราช ยังไม่ถึงกรุงชิง วันที่ 8 ตุลาคม 2508 เกิดเหตุการณ์ยิงปืนครั้งแรกที่สุราษฎร์ธานี ทางการเริ่มปราบปราม พคท. อย่างจริงจัง แม้กองกำลัง พคท. มีจำนวนน้อย แต่ก็ไม่ถูกทำลายมากนัก การต่อสู้ขยายไปยังหลายจังหวัดภาคใต้ เช่น พัทลุง ตรัง ประจวบคีรีขันธ์ และราชบุรี ในช่วง พ.ศ. 2513-2514 เกิดการปราบปรามหนักในยุคจอมพลถนอม กิตติขจร ด้วยแนวทาง “3 เรียบ” คือ “ปล้น เรียบ เผา เรียบ ฆ่า เรียบ” ทำให้ชาวบ้านได้รับความเดือดร้อนและเข้าร่วม พคท. มากขึ้น หลังจากนั้น ชาวบ้านจากอำเภอพิปูน ฉวาง และสุราษฎร์ธานี หลบหนีขึ้นร่วมกับ พคท. ในป่ากรุงชิง ซึ่งกลายเป็นเขตมั่นทางทหารสำคัญของ พคท. ในจังหวัดนครศรีธรรมราช
🗺️ พื้นที่กรุงชิงและการแบ่งเขต พคท.
กรุงชิงเป็นเทือกเขาที่ใหญ่ที่สุดของจังหวัดนครศรีธรรมราช ครอบคลุมหลายอำเภอ และบางส่วนของจังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยใจกลางอยู่ในอำเภอท่าศาลา มีคลองกรุงชิงไหลผ่าน
ปัจจุบัน กรุงชิงเป็นตำบลหนึ่งในอำเภอท่าศาลา ประกอบด้วย 11 หมู่บ้าน ขอบเขตการเคลื่อนไหวของ พคท. ในพื้นที่นี้กว้างและซับซ้อน
ปี พ.ศ. 2519 ซึ่งเป็นช่วงที่มีสมาชิก พคท. มากที่สุด แบ่งพื้นที่กรุงชิงเป็น 4 เขต คือ เขต 31, 32, 33, และ 34
⏳ ช่วงเวลาการเคลื่อนไหวและการปราบปราม
-
พ.ศ. 2514-2518: ช่วงเริ่มขยายงานมวลชนและตั้งที่มั่นในป่ากรุงชิง มีสมาชิกไม่มาก ชาวนาส่วนใหญ่ขึ้นไปอยู่บนค่าย
-
พ.ศ. 2519-2525: สมาชิกเพิ่มขึ้นรวดเร็ว มีนักศึกษาเข้าร่วมมาก หลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 มีการแบ่งงานในค่ายและนอกค่าย
-
หลัง พ.ศ. 2520 การเคลื่อนไหวลดลง มีการมอบตัวและยุติการต่อสู้ ประมาณ พ.ศ. 2525
วันที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2535 จัดงานดับไฟใต้ที่ศาลากลางจังหวัดสุราษฎร์ธานี พร้อมมอบอาวุธจำนวนมากให้ทางการ ถือเป็นปีสิ้นสุดการต่อสู้ด้วยอาวุธของ พคท. ในภาคใต้
🌳 ข้อมูลเพิ่มเติม
วันที่ 18 ธันวาคม 2517 ทางการประกาศตั้งอุทยานแห่งชาติเขาหลวงขึ้นในพื้นที่กรุงชิง
ลักษณะทางเศรษฐกิจ
🌾 ชาวบ้านกับการทำมาหากิน
ชาวบ้านยังคงทำมาหากินเหมือนเดิม แต่ต้องอพยพหนีการสู้รบไปอยู่ชุมชนอื่น ทำให้การทำมาหากินไม่ต่อเนื่องและไม่ราบรื่นเหมือนยุคก่อน
ลักษณะทางสังคมวัฒนธรรม
🎶 ประเพณีและเรื่องเล่าช่วงการสู้รบ
ในยุคนี้มีประเพณีและเรื่องเล่าเกี่ยวกับการสู้รบของ พคท. เช่น การร้องเพลง พคท. การรำวง และการเล่าเรื่องสถานที่ ความเป็นอยู่ในเขตสู้รบ
สิ่งที่น่าสนใจที่จะพัฒนาเพื่อการท่องเที่ยว
🏕️ ค่ายคอมมิวนิสต์
⚰️ หลุมขวาก
⚔️ ร่องรอยการต่อสู้
🪖 ค่ายทหาร
🕳️ ถ้ำเก็บของ
🌾 ที่นาคอมมิวนิสต์
🍲 อาหารคอม
ช่วงที่ 4 ยุคยางพารา ( พ.ศ. 2526-2555)
เป็นการปรับตัวของชุมชนหลังความเคลื่อนไหวในยุค พคท.
กายภาพ
🌧️ ปี 2531 กับอุทกภัยและดินถล่ม
ปีนี้ภาคใต้ประสบปัญหาอุทกภัยและดินถล่มหนัก รัฐจึงประกาศเลิกให้สัมปทานป่าทั่วประเทศ
🏞️ การเปลี่ยนแปลงของทางน้ำบ้านปากลง
ทางน้ำเริ่มมีทรายทับถม ทำให้วังน้ำตื้นลง น้ำท่วมในปี 2531 พัดพาวังจนตื้นขึ้น
🌿 ผลกระทบต่อธรรมชาติ
ต้นไม้ประจำวังหายไป น้ำในคลองเริ่มขุดเป็นวังอีกครั้งแต่ไม่ลึกเท่าเดิม เพราะทรายและโคลนใหม่มาถม
🚰 การขุดลอกทางน้ำ
การขุดลอกเพื่อบรรเทาภัยแล้งก็เป็นสาเหตุให้วังน้ำตื้นลงอีก
ลักษณะการตั้งถิ่นฐาน
🌱 การขยายตัวของการปลูกยางพารา
การปลูกยางพาราได้ขยายตัวอย่างกว้างขวาง ทำให้มีการปรับพื้นที่เป็นสวนยางพารากระจายไปโดยทั่วไป รวมทั้งเกิดชุมชนใหม่ ๆ เช่น
-
บ้านห้วยตง
-
บ้านทับน้ำเต้า
-
บ้านหวายช่อ
บริบททางการเมือง
📅 วันที่สำคัญเกี่ยวกับตำบลกรุงชิง
-
วันที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2538
ทางการตั้ง อำเภอนบพิตำ ขึ้นโดยแยกจากอำเภอท่าศาลา
ตำบลกรุงชิงจึงอยู่ในเขตพื้นที่ของอำเภอนบพิตำ -
วันที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2539
ตำบลกรุงชิงได้รับการยกฐานะเป็น
องค์การบริหารส่วนตำบลกรุงชิง
ลักษณะทางเศรษฐกิจ
🌿 หลังการสู้รบและการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจในกรุงชิง
🏠 การกลับเข้ามาของชาวบ้าน
หลังการสู้รบระหว่างรัฐกับ พคท. สิ้นสุดลง ชาวบ้านที่เคยอพยพหนีการสู้รบก็ทยอยกลับเข้ามาอยู่อาศัยอีกครั้ง
🌾 การเปลี่ยนรูปแบบการผลิต
ตั้งแต่ประมาณปี พ.ศ. 2531 ชาวบ้านเปลี่ยนจากทำไร่ทำนาแบบเดิม มาทำสวนยางพาราเพิ่มขึ้น โดยเริ่มปลูกยางตั้งแต่ปี พ.ศ. 2524 และจำนวนสวนยางเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ รวมถึงมีการทำเหมืองแร่โดยนายทุนภายนอก
🌳 การให้สัมปทานป่าไม้และการปิดสัมปทาน
รัฐให้สัมปทานป่าไม้ในป่ากรุงชิงระหว่างปี พ.ศ. 2526-2531 ก่อนจะมีนโยบายปิดสัมปทานป่า พื้นที่สัมปทานครอบคลุมหลายพื้นที่ในจังหวัดนครศรีธรรมราชและสุราษฎร์ธานี
🌱 การขยายพื้นที่ทำกินหลังปิดสัมปทาน
หลังปี พ.ศ. 2531 ชาวบ้านปากลงจับจองพื้นที่ทำสวนยางและสวนผลไม้ เช่น ทุเรียน มังคุด ลองกอง กาแฟลางสุก พื้นที่ทำกินขยายไปบริเวณคลองลง และมีคนจากภายนอกย้ายเข้ามาทำกินในพื้นที่นี้
ถ้าต้องการปรับเพิ่มหรือลดหัวข้อ หรืออยากได้แบบสั้นกว่านี้ แจ้งได้นะครับ!
ลักษณะทางสังคมวัฒนธรรม
🏡 การโยกย้ายและการเติบโตของกรุงชิง
🚶♂️ การโยกย้ายเข้ามาเพิ่มขึ้น
ช่วงนี้มีผู้คนย้ายเข้ามาอาศัยในพื้นที่กรุงชิงเพิ่มมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
🏨 การพัฒนาด้านการท่องเที่ยว
นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2539 เป็นต้นมา การท่องเที่ยวในกรุงชิงเริ่มคึกคัก
-
ปี พ.ศ. 2544 มีสถานที่พักของเอกชน 5 แห่ง เช่น หนำไพรวัลย์รีสอร์ท, สวนฝากฟ้ารีสอร์ท, กรุงชิงซีวิวรีสอร์ท, วังศิลารีสอร์ท (เชาวลิต สิทธิฤทธิ์ 2545, น.66)
-
พยายามรวมกลุ่มผู้ประกอบการท่องเที่ยวแต่ยังไม่ประสบผลสำเร็จ
🤝 การพัฒนาชุมชนและอาชีพ
ในทศวรรษ 2540 เริ่มมีการทำงานพัฒนาชุมชน เช่น การรวมกลุ่มอาชีพ และการส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยชุมชน
⚠️ ปัญหาการนำของโบราณออกจากชุมชน
ในช่วงนี้ มีคนนอกเข้ามานำของโบราณ เช่น พระพุทธรูปในวัดกรงนาง ออกไปจากชุมชน โดยแลกเปลี่ยนกับทองหรือของมีค่าอื่น ๆ
ถ้าต้องการปรับแก้หรือขยายรายละเอียดส่วนไหน แจ้งได้นะครับ!
สิ่งที่น่าสนใจที่จะพัฒนาเพื่อการท่องเที่ยว
🌟 กลุ่มกิจกรรมและแหล่งท่องเที่ยวในกรุงชิง
-
👩🌾 กลุ่มอาชีพ — การรวมกลุ่มทำงานร่วมกันเพื่อสร้างรายได้และพัฒนาชุมชน
-
🏨 รีสอร์ท — ที่พักสำหรับนักท่องเที่ยว เช่น รีสอร์ทต่าง ๆ ในกรุงชิง
-
🚣♂️ ล่องแก่ง — กิจกรรมล่องเรือแก่งน้ำในพื้นที่แม่น้ำและลำคลอง
-
🌳 ป่าประ — การเที่ยวชมป่าและธรรมชาติในพื้นที่กรุงชิง
-
🏞️ เที่ยวป่า — การเดินป่า และสำรวจธรรมชาติรอบ ๆ กรุงชิง
ช่วงที่ 5 ยุคทุเรียน (พ.ศ. 2556-ปัจจุบัน 2567)
กายภาพ
การปลูกทุเรียน 🍈
การปลูกทุเรียนทำให้มีการปรับพื้นที่เดิมเป็นสวนทุเรียน และมีการทำบ่อเป็นแหล่งเก็บน้ำสำหรับรดทุเรียน 💧🌳
ลักษณะการตั้งถิ่นฐาน
ขยายพื้นที่ไปตามสวนทุเรียน 🌳🌱 มีแรงงานต่างชาติมาอยู่มาก 👷♂️🌏
บริบททางการเมือง
การเมืองสีเสื้อ 👕🎨
ลักษณะทางเศรษฐกิจ
🌳🌕 การเปลี่ยนแปลงสู่สวนทุเรียนหมอนทองและผลกระทบทางเศรษฐกิจ
ชาวบ้านในกรุงชิงเริ่มเปลี่ยนสวนยางพาราเป็นสวนทุเรียนหมอนทองตั้งแต่หลังปี พ.ศ. 2535 เนื่องจากทุเรียนทนต่อภัยธรรมชาติมากกว่า การปลูกใช้ความรู้สมัยใหม่ ใช้ปุ๋ยและยาอย่างเข้มข้น ต้องใช้ทุนสูงแต่ได้ผลตอบแทนสูง รายได้จากทุเรียนหมอนทองอาจสูงถึงหลายล้านบาทต่อคน โดยเฉพาะหลังเหตุการณ์ภัยดินถล่มใน พ.ศ. 2554 ที่กลุ่มทุนจีนเข้ามารับซื้อทุเรียน ส่งผลให้ตลาดทุเรียนขยายตัวอย่างรวดเร็ว มีการจ้างแรงงานต่างชาติมาดูแลสวนเศรษฐกิจชุมชนคึกคักขึ้นอย่างมาก แต่ยังมีความเหลื่อมล้ำทางรายได้สูง เพราะบางคนยังยากจนไม่สามารถปลูกทุเรียนได้